วันนี้อยากจะเขียนเล่าประสบการณ์การวิ่งมาราธอนครั้งแรกของตัวเอง เก็บไว้อ่านเองก็ดีเผื่อจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้บ้างก็ดี
ก่อนจะมาวิ่งครั้งนี้ ต้องบอกว่ามาราธอนไม่เคยอยู่ในความคิดของเราเลย แม้ว่าจะวิ่งมาสักพักนึงแล้ว เพื่อนๆ นักวิ่งหลายๆ คนมักถามว่า มาราธอนแรกเมื่อไหร่ เรามักตอบกลับไปเสมอว่า เรายังไม่อยากวิ่งเลย มันดูทรมานและเกินกว่าความสนุกของการวิ่งที่ควรจะเป็น แต่สิ่งที่ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนเพื่อนๆ ที่สนิทกันนั้น สมัครลงงานกรุงเทพฯมาราธอนกันอย่างล้นหลาม บวกกับการวิ่งมินิที่ดีขึ้นจนมีคว้าถ้วยกับเค้าบ้างละ จนทำให้รู้สึกว่า เอ๊ะ‼หรือเราควรจะลองดู หลายๆ คนเค้ายังกล้าที่จะวิ่งเลย ทำไมเราถึงไม่ลองดูหละ หลังจากนั่งคิด นอนคิด เดินคิด กินคิดและจึงตัดสินใจว่าลองดูละกันวะ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจสมัครวิ่งฟูลในงานนี้นั่นเอง…

ตัดสินใจว่าจะวิ่งฟูลก่อนการวิ่งจริง 3 เดือนนิดๆ หลังจากสมัครแล้วก็มานั่งคิดว่า จะทำยังไงให้มาราธอนแรกของเราสวยงามและน่าจดจำสำหรับเราที่สุด สิ่งที่คิดได้คือ “การซ้อม” เพราะเคยไปวิ่งฮาล์ฟที่จอมบึงโดยเพิ่งหายเจ็บและไม่ได้ซ้อม พบว่าเวลาที่หมดแรงแล้วมันไม่สนุกเลย ตกลงใจใช้โปรแกรม “Run less run faster” พิจารณาดูแล้วก็เออ โอเคแฮะ ซ้อมอาทิตย์ละ 3 วัน เนื่องจากช่วงนั้นติดเรียน ป.โท อยู่ด้วย เป้าที่ตั้งไว้คือ “จบภายใน 5 ชั่วโมง และจะจบแบบไม่เดิน”
เริ่มซ้อมวิ่งหลังจากวันที่กดสมัครเลย จริงๆ โปรแกรมซ้อมนี้ใช้เวลา 16 สัปดาห์ แต่ตอนนั้นเหลือประมาณ 13 สัปดาห์เอง เลยเริ่มซ้อมมันเลยละกัน ระหว่างการซ้อมในเรื่องของเวลาที่เป็นการลงคอร์ดกับ Tempo ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะใช้เวลาไม่นานและสามารถวิ่งตอนเย็นหลังเลิกงานได้ทัน (จริงๆ ก็เป็นปัญหาเพราะมันเหนื่อย555+) แต่เรื่องใหญ่ที่สุดคือหาเวลาซ้อมยาว เพราะทั้งเสาร์-อาทิตย์เรามีเรียนตอนเช้า 9 โมง ซึ่งถ้าวิ่งไม่เสร็จก่อน 7.30น. เราจะไปเรียนไม่ทัน เลยทำให้ช่วงแรกๆ ของการซ้อมยาว ต้องไปซ้อมศุกร์เย็นแทน วิ่งกันยาวๆ ถึง 5 ทุ่มไปเลยยยย

ซ้อมดึกๆ สักพัก เริ่มรู้สึกว่าบริเวณที่ซ้อมไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ จึงเปลี่ยนมาซ้อมที่สวนลุมตอนเย็นหลังเลิกเรียนแทน ซ้อมแต่ละครั้งก็รู้สึกว่าเหนื่อยทุกครั้ง แต่ระยะความเหนื่อยมันก็ไกลออกไป จาก 25 โล 27 โล เป็น 29 โล จน 30 โล 32โล จบการซ้อมอยู่ที่ 35 โล ยิ่งซ้อมมากขึ้นเท่าไหร่ความมั่นใจของเราก็เหมือนจะเพิ่มเติมขึ้น เริ่มแอบคิดว่าจบในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งน่าจะไหวนะ
ตัดมาวันจริงเลยละกัน ตัดสินใจว่าไปนอนใกล้ๆ งานวิ่ง เพื่อให้สะดวกในการกลับไปเรียน และไม่ต้องตื่นเช้ามากนัก เริ่มวิ่งช่วงตี2 เลยคิดว่าจะตื่นตอนเที่ยงคืน ดังนั้นต้องนอนช่วง 6 โมงเย็น แต่กว่าจะไปถึงโรงแรมก็เกือบ 6 โมงแล้ว กินข้าวอาบน้ำเสร็จก็ประมาณทุ่มนึง ก็รีบเข้านอนทันทีเพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่

ตื่นมาเที่ยงคืน นอนหลับเต็ม โหลดอาหารมาเต็ม(โหลดมา 4 วัน) ติดนิดเดียวคือไม่ได้อึ ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหามากมายเพราะไม่ค่อยออกอยู่แล้ว เดินจากที่พักไปหน้างาน วอร์มอีกเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ถึงเวลาที่ได้ปล่อยพลังแล้ว….
ตี2 เสียงปู้ดดด..ดังขึ้น ก็เริ่มออกวิ่งตามที่วางแผนไว้ คือวิ่งอยู่ที่เพซ 6 ต้นๆ เพราะเป็นเพซที่สบายที่สุด เพราะหลังจากซ้อมมาหลายๆ ครั้งก็พบว่า ตัวเองนั้นไม่ว่าจะเริ่มเร็วเริ่มช้าช่วงท้ายๆ ก็ความเร็วก็ตกลงอยู่ดี เลยตัดสินใจวิ่งตามเพซที่เราวิ่งถนัดที่สุด วิ่งไปเรื่อยๆ จนเข้าประมาณโลที่ 10 ก็ควักเจลครึ่งซองแรกขึ้นมากิน วิ่งไปสักพักเริ่มเจอเคนย่าสวนมา และเพื่อนๆ ที่นำอยู่ข้างหน้า เจอกันก็ทักท่ายกันไป ทำให้บนสะพานยกระดับนั้นมีพลังและไม่น่าเบื่อเลย หลังจากกลับตัวเริ่มมีอาการเจ็บเหนือข้อเท้า ซึ่งเป็นแผลเก่ามาเตือนเล็กน้อย ถึงกิโลที่ 18 ก็กินเจลอีกครึ่งซอง จากนั้นก็วิ่งไปเรื่อยๆ ประมาณโลที่ 20 กว่าๆ คนเริ่มเยอะขึ้นเพราะมาชนกับช่วงที่ฮาล์ฟกลับตัวพอดี 26กิโลกินเจลต่ออีกครึ่งซอง

พอถึงสะพานพระราม 8 ก็นึกขึ้นได้ว่า นิชคุณบอกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นพอดี แต่พอเอาเข้าจริงไม่เห็นจะมีพระอาทิตย์เลย มืดค่อด… พอวิ่งลงสะพานก็ประสบปัญหา เข้าไปแย่งชิงน้ำไม่ได้ เนื่องจากคนเต็มไปหมด เลยตัดสินใจวิ่งต่อไปเลยผ่านไป เลยชะลอลงนิดนึงเพราะว่ากลัวจะหิวน้ำ ถึงกิโลที่ 31.5 เจอน้ำเลยควักเจลอีกครึ่งซองมากิน วิ่งต่อไปในใจคิดว่า อีก 10 กิโล 4 รอบสวนลุมเอง สู้ๆ หน่อย ระหว่างวิ่งไปเจอหนุ่มวิศวะจุฬาฯ 2 คน ซึ่งน่าจะวิ่งระยะฮาล์ฟ เค้าคุยกันเสียงดังดี ก็เลยแก้เบื่อด้วยการฟังเค้าคุยไปด้วย ฮ่าๆ พอถึง หน้าลานพระรูป เริ่มมีความรู้สึกว่าชักจะเหนื่อยละ ก็พยายามคิดว่าอีกนิดเดียวๆ
พอเหลืออีกแค่ 5 กิโลแล้ว ก็บอกตัวเองว่า ใกล้แล้วนะ สู้อีกนิดเดียว ^^ ระหว่างทางช่วงนี้เริ่มได้กำลังใจจากคุณลุง คุณอาที่วิ่งมาด้วยกัน เมื่อถึง 40 กิโล เหลือบดูนาฬิกาแล้วก็รู้ว่า 4 ชั่วโมงครึ่งทันแน่นอนแล้ว ถ้าไม่เดิน กำลังใจมาเลย ลุยต่อ จนเจอกำแพงขาวๆ ของพระบรมมหาราชวัง ก็คิดว่าจะถึงแล้วสู้หน่อย ปรากฎมันวนไปวนมาไม่ถึงสักที 5555+ พอได้ยินเสียงดังๆ ที่คุ้นเคย บ่งบอกว่าใกล้ถึงแล้ว สุภัททาสู้ตายแล้วค่ะ‼ วิ่งไปจนเข้าเส้นชัย จบที่เวลา 4.23.58 ชั่วโมง

ต่างคนต่างก็มีเป้าหมายของการวิ่งมาราธอนไม่เหมือนกัน แต่สำหรับเราแล้ว คำว่ามาราธอนคือ ช่วงเวลาแห่งการซ้อม การที่จะวิ่งให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ ใช่ว่าจะสำเร็จได้หากเรานั่งอยู่เฉยๆ ทุกอย่างที่ทำไปผ่านกระบวนการฝึกฝน การวางแผน มีเจ็บบ้าง ท้อบ้าง แต่หากมีความมุ่งมั่น แน่นอนว่าเป้าหมายไม่ได้ยากเกินไปอย่างแน่นอน 🙂

#TeamBeyond #GoTogether
#BuriramMarathon2018 #YourUltimateDestination #Marathon#Marathon2018 #Buriram #Run #Sport #RunProgram #BRIC#ChangInternationalCircuit #BuriramMarathon #BRM #BRM2018

Views (645)

Comments