เอ๊ะ! พรุ่งนี้หวยออกนี่ ซื้อเลขไหนดีอ่ะ?

เอ้ย! เฉไปคนละเรื่องล้าววว

 

จั่วหัวด้วยเลขแบบนี้ เพื่อนๆ คงพอนึกออกว่าหมายถึงเรื่องระยะทางในงานแข่งวิ่ง (ใบ้หวยไม่เป็นอ่ะ) คือ บางท่านชอบวิ่งระยะสั้น บางท่านชอบวิ่งไกลๆ บางท่านอยากท้าทายความอึดก็วิ่งให้มันไกลกว่าระยะ42กิโลเมตรไปอีก

 

เลยอยากเล่าว่า ถ้าเราวิ่งเพื่อความสนุกและแข็งแรง แต่ละระยะมันมีดียังไงและมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆอะไรบ้าง

 

》5กิโลเมตร (ฟันรัน)

นักวิ่งที่เพิ่งเข้าสู่วงการน่าจะชอบนะครับ บางท่านหน้าใหม่มากอาจบอกว่า “โอ้ย! ตั้ง5โล เอา2โลก่อนได้มั้ย?” อย่างแฟนผม(เค้าไม่ชอบวิ่ง) เค้าบอกว่า “มันฟันรันตรงไหนฟร่ะ?” นี่ทำให้นึกถึงตอนหัดวิ่งใหม่ๆแถวๆบ้านเลยครับว่ามันเหนื่อยมาก ดังนั้นผมจึงคิดว่า สำหรับมือใหม่ เพื่อยึดโยงตัวเองกับการวิ่ง เพื่อทดสอบว่าตัวเองกับการวิ่งมันเข้ากั้นเข้ากันมั้ย? เพื่อสุขภาพ หรือ สำหรับคนที่อยู่ในช่วงการพักฟื้นร่างกายหรือคนที่มีโรคประจำตัว ถ้าซ้อมคนเดียวมันเพลียหัวใจก็ขอป้ายยาให้ลองลงสมัครรายการวิ่งระยะนี้เลย

 

แล้วเดี๋ยวนี้ งานวิ่งมีตากล้องเยอะ แต่งตัวสวยหล่อน่ารักวิ๊งๆไปวิ่งกันดีกว่า ได้สุขภาพ ได้รูปสวยๆ ได้สนุกกับการแข่งขัน(ทั้งกับเพื่อนนักวิ่งและกับตัวเอง) แล้วก็รับเหรียญกินข้าวกัน แค่นี้ก็สุขใจแล้ว บางคนอาจได้คนรู้ใจก็เป็นได้เนอะ

 

อีกนิดสำหรับระยะ5โลนี้ คุณจะได้กินข้าวเร็วกว่าระยะอื่น กับข้าวกับปลาอุดมสมบูรณ์เพียงพอกว่าระยะอื่นๆ

 

ระยะเวลาที่ใช้:

-มือใหม่: อาจกินเวลาประมาณ1ชั่วโมง เผื่อถ่ายรูปบ้าง เดินบ้าง

-มือปานกลาง: ประมาณครึ่งชั่วโมง

-ขาแรง: 15-20นาทีพอเนอะ อิอิ

 

》10กิโลเมตร (มินิ)

พอเริ่มวิ่งมาซักพัก 5โลก็ผ่านแล้วนี่ จะมัวรีรออะไรกัน ลงวิ่งระยะ10โลดีกว่านะ ได้ฝึกวิ่งในความเร็วธรรมชาติของตัวเอง เวลาวิ่งระยะนี้ลองพยายามนะครับว่าวิ่งๆๆอย่าหยุด อย่าเดิน คือถ้าไม่หยุดไม่เดินในระยะนี้ได้แล้ว…คุณจะรู้สึกว่าคุณเป็นคนใหม่ที่เริ่มก้าวออกจากcomfort zoneไปแล้วครับ แล้วจะต่อยอดหรือพัฒนาอะไรต่ออะไรไปได้อีกเยอะ

 

สำหรับระยะ10โล ก็จะมีนักวิ่งขาแรงแซงโลดมาร่วมวิ่งด้วย พวกนี้เค้าวิ่งจบกันภายใน30-45นาที ก็ปล่อยเค้าไปครับ เราก็วิ่งของเราไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นเส้นทางวิ่งในเมืองก็จะได้สังเกต2ข้างทางว่าเป็นยังไง(ในมุมที่แตกต่างจากที่เรานั่งรถ) ส่วนทางเป็นเส้นทางวิ่งต่างจังหวัด เราก็วิ่งไปมองวิว2ข้างทางไป จะเป็นวิวไหนก็สุดแต่เราที่จะเลือกรายการวิ่งเลยครับ เช่น วิวชายทะเล วิวเขื่อน วิวแม่น้ำลำคลอง วิวท้องนา ฯลฯ

 

อย่าลืมซ้อมวิ่งบ้างนะ…มือใหม่พยายามซ้อมให้ได้ระยะทางประมาณ7-8โลก็พอ เดี๋ยวถึงวันงาน คุณจะสนุกจนวิ่งได้ถึง10โลเองแหล่ะครับ ส่วนพวกมือเก๋าก็ต้องซ้อมเช่นกัน เน้น การวิ่งแบบnegative split และการฝึกซ้อมแบบ tempo และ interval เป็นหลัก

 

ระยะเวลาที่ใช้:

-มือใหม่: อาจกินเวลาประมาณ1ชั่วโมงครึ่ง

-มือปานกลาง: ประมาณ50นาทีถึง1ชั่วโมง

-ขาแรง: คนไทยทำ31นาทีก็เคยมาแล้ว

 

 

》21กิโลเมตร (ฮาล์ฟ)

“เฮ้ย! ชักไกลไปหน่อยแล้วนะ” ใครบางคนเริ่มอุทานในใจ

เข้าใจครับ ผมก็เคยรู้สึกอ่ะว่า หูย..วิ่ง10โลก็แทบตายแล้ว จะให้ขยับคูณสองแบบนี้จะไหวเหรอเนี่ย จริงๆถ้าไม่ซ้อมวิ่งเลยมันก็คงไม่ไหวอ่ะครับ แล้วควรได้มีโอกาสซ้อมวิ่งไกลๆบ้าง ให้มันได้ถึง18โล (แต่ไม่ใช่ว่าพอบอกแบบนี้ เคยวิ่งไกลสุด10โลแล้วพรุ่งนี้ซ้อม18โลเลยนะ ค่อยๆขยับระยะทางนะจ๊ะ ให้กล้ามเนื้อเรามันค่อยๆชินกับการฝึกวิ่ง พรวดพราดมากๆเดี๋ยวจะล้าจะเจ็บนะจ๊ะ)

 

ส่วนตัวผมชอบระยะนี้นะ ไม่ใกล้ไป ไม่ไกลไป กำลังดี ร่างกายก็ได้ความแข็งแรง จิตใจก็ได้ความอดทนและไม่ยอมแพ้กับความเหนื่อยล้า แถมบางงานใจดีมีน้ำเกลือแร่ให้ดื่มที่โต๊ะให้น้ำด้วยแหล่ะ (10โลส่วนใหญ่มักจะแจกน้ำเกลือแร่ที่เส้นชัย)

 

ถ้างานไหนเค้าจัดแข่งทั้งระยะ 5,10,21โล อาจมีข้อเสีย(ในบางงาน)ว่า กลับมาถึงเส้นชัยแล้วของกินมีไม่พอ แบบว่า “เฮ้ย! ไม่เหลือไรเลยเหรอฟร่ะ!”

 

ระยะ21โลเนี่ย เจลเพิ่มพลังงานอาจจะไม่จำเป็นต้องกิน (แต่ก็แล้วแต่คน) แต่ที่แน่ๆว่า ควรดื่มน้ำทุกๆจุดให้น้ำเลยดีกว่า(ถึงแม้จะไม่หิวน้ำก็ตาม) เพราะวิ่งระยะนี้เสียเหงื่อเยอะแน่ๆ ทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้น อย่าปล่อยให้เกิดอาการหิวน้ำเพราะถ้าอาการนี้มาเมื่อไหร่คุณจะเหนื่อยจนไม่อยากจะก้าววิ่ง หรือบางคนอาจได้พี่ตะคริวเป็นเพื่อนร่วมทาง 555

 

ระยะเวลาที่ใช้:

-มือใหม่: อาจกินเวลาประมาณ2ชั่วโมงครึ่ง-3ชั่วโมง

-มือปานกลาง: ประมาณ1.50 – 2ชั่วโมงนิดๆ

-ขาแรง: ชั่วโมงกว่าๆ พอแล้วจ้า

 

》42กิโลเมตร(มาราธอน)

เออ ระยะนี้เค้าเรียกว่า “มาราธอน” นะจ๊ะ เห็นบางคนไปเรียก “ฟูลมาราธอน” มันก็จะทะแม่งๆชอบกลอ่ะ

 

ใครผ่านระยะนี้ได้ มันจะรู้สึก “โค-ตะ-ระ เท่ห์” ได้ใส่เสื้อfinisherวิ่งอวดชาวบ้านได้แบบไม่ต้องใช้ปากป่าวประกาศ ให้คนอื่นที่ยังวิ่งไม่ถึงได้หมั่นไส้บ้าง แต่นักfinisherก็ต้องแลกกับการที่ต้องตื่นไปแข่งวิ่งตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน (คนกรุงคงนึกไม่ออกว่าไก่ขันมันเป็นยังไง) เพราะหลายๆรายการปล่อยตัวให้วิ่งกันตั้งแต่ตีสามบ้างล่ะ ตีสี่บางล่ะ บางรายการจัดในกรุงเทพฯ(เมืองรถติดหนึบ)ก็ปล่อยตัวเที่ยงคืน (รายการของเมืองนอกมักจะปล่อยตัวประมาณ9โมงเช้า) แล้วในบางงานเข้าเส้นชัยมาก็ไม่ค่อยจะเหลือของกินเลยอ่ะ น่าเศร้านะ แงๆ (ผู้จัดงานจ๋า..เค้างอลแล้วนะ)

 

ระยะนี้ จะวิ่งให้ผ่านละก็ (ส่วนใหญ่เค้ามีระยะเวลาตัดตัว หรือ cut-off time ไว้ด้วยนะที่ประมาณ 7-8ชั่วโมง) ต้องฝึกซ้อมให้เป็นจริงเป็นจัง ซึ่งจะทำแบบนั้นได้ก็คงต้องมีใจรักและเสพติดการวิ่งเป็นอย่างมาก แบบว่าเอ๊ะอ่ะไม่มีอะไรทำ ว่างจัด เครียดจัด ก็ไปวิ่งๆๆๆ เพราะการฝึกซ้อมจริงจังนี่มันต้องพยายามค่อยๆยืดระยะทางในการฝึกซ้อมLSDให้ยาวไปถึง32กิโลเมตร (เทียบได้กับการวิ่งรอบสวนลุมฯ12รอบ หรือ วิ่งจากจตุจักรไปยังเมืองโบราณบางปู) เพื่อให้มั่นใจว่า หลังจากวิ่งเกินระยะ32โลไปแล้วยังสามารถใช้ใจวิ่งต่อไปได้อีก10โล (ซึ่งบางคนบอกว่า 10โลท้ายนี่มันเหมือนการทรมานบันเทิง)

 

ระหว่างวิ่งก็ต้องแวะดื่มน้ำทุกจุด ถ้าจุดไหนมีน้ำเกลือแร่ก็ดื่มสลับกับน้ำเปล่า ถ้าจุดไหนมีแตงโมหรือกล้วยก็แวะกินเลยครับ ถ้าพกเจลพลังงานไปด้วยก็งัดขึ้นมากินทุกๆ 10กิโลเมตร

จะได้ไม่หมดแรงวิ่งไปซะก่อน

 

อีกอย่างที่นักวิ่งระยะนี้จะเจอคือ อาการล้าขา ปวดตัวโน่นนี่ ก็ต้องพักไปอีก3-4วันก่อน แล้วค่อยฟิตร่างกายด้วยการออกกำลังกายแบบอื่นๆ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ เดินในน้ำ หรือ ปั่นจักรยาน แล้วจึงกลับไปซ้อมวิ่งใหม่อีกทีในสัปดาห์ต่อไป

 

ระยะเวลาที่ใช้:

-มือใหม่: อาจกินเวลาประมาณ5-7ชั่วโมงเลยทีเดียว

-มือปานกลาง: ประมาณ4-5ชั่วโมง

-ขาแรง: เห็นวิ่งกันประมาณ3ชั่วโมงกว่า แต่ถ้าโหดจัดก็ประมาณ2ชั่วโมงครึ่ง-3ชั่วโมง

-ระดับโลก: 2ชั่วโมงนิดๆ แม่จ้าววว

 

น่าจะเป็นข้องมูลพอสังเขปเพื่อให้เพื่อนๆ เลือกได้ว่าจะวิ่งระยะไหนดี แต่ก็อยากบอกด้วยว่า ระยะไหนๆก็เป็นระยะสนุกๆของเพื่อนๆ ได้ทั้งนั้นครับ ขอให้ได้มีก้าวแรกและก้าวต่อไป

โจ #บียอนด์

#TeamBeyond   #GoTogether

Views (1610)

Comments