มันคงไม่ใช่เรื่องสนุกที่จะรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนหรือวิงเวียนเมื่อคุณออกกำลังกาย โดยส่วนใหญ่ปัญหาเหล่านี้มักสัมพันธ์กับการออกกำลังกายอย่างหนักหรือการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความคงทน เช่น การวิ่งระยะทางที่ไกลเกินไป หรือการวิ่งด้วยความเร็วที่มากเกินไป แต่ในบางคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายหนักมากกลับพบว่า การออกกำลังกายทำให้พวกเขารู้สึกแย่ นี่อาจจะเป็นปัญหาเริ่มต้นที่คนเหล่านั้นต้องเข้ารับการตรวจรักษา แต่ยังมีวิธีง่าย ๆ ที่อาจบ่งบอกถึงสาเหตุของอาการคลื่นไส้อาเจียนเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณควรจะปรึกษาปัญหาเหล่านี้กับแพทย์ของคุณด้วย

 

อาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้จากภาวะน้ำตาลต่ำ

หลายคนชอบออกกำลังกายตอนเช้า โดยเฉพาะก่อนอาหารเช้า แต่นั่นหมายถึงร่างกายอาจไม่ได้มีพลังงานเหลือเพียงพอจากอาหารเย็นมื้อสุดท้ายที่ได้รับ ดังนั้น เมื่อตื่นมาแล้วออกกำลังกายเลยทันที ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดฮวบลงทันที ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงและคลื่นไส้ได้ การรับประทานอาหารเช้าแบบเบา ๆ เช่น โปรตีน หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนร่วมกับไขมันดีในปริมาณเล็กน้อยจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงภาวะนี้ได้

นอกจากนั้นภาวะนี้ยังอาจเกิดได้ในอีกกรณีหนึ่งคือ ผู้ที่ไปเข้าชั้นเรียนออกกำลังกายทันทีหลังเลิกงานและก่อนอาหารเย็น เนื่องจากไม่มีเวลารับประทานอาหารทำให้ไม่มีพลังงานเพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย ในกรณีนี้การพกขนม หรือ sport bar ก็จะพอช่วยได้

คำแนะนำเพิ่มเติม การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มากเกินไปก่อนการออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกไม่สบายได้เช่นกัน โดยเฉพาะอาหารมื้อใหญ่ ซึ่งแม้ว่าจะรับประทานในคืนก่อนหน้านั้นก็อาจจะส่งผลต่อระบบย่อยอาหารได้

การดื่มน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนและคลื่นไส้

ในหัวข้อที่แล้วเราอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของอาหารไปแล้ว อีกหัวข้อที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของการดื่มน้ำให้เพียงพอเมื่อออกกำลังกาย

การออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น พิลาทีส มักจะไม่ได้ใช้น้ำตาลและเกลือแร่ที่มากเท่ากับที่จะได้รับจากการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับการเล่นกีฬา แต่การออกกำลังกายประเภทนี้ยังต้องการน้ำในประมาณหนึ่ง ซื่งภาวะขาดน้ำนั้นก่อให้เกิดอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ได้

ในทางตรงกันข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปก่อนการออกกำลังกายจะทำให้มีน้ำค้างอยู่ในกระเพาะ เมื่อออกกำลังกายและมีการกระฉอกของน้ำในกระเพาะก็จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้

ดังนั้น การดื่มน้ำที่เหมาะสมคือการดื่มน้ำให้เพียงพอ 1 ชั่วโมงก่อนการออกกำลังกาย และทุก 20 นาทีระหว่างการออกกำลังกาย

อาการหน้ามืดที่เกิดขึ้นระหว่างการออกกำลังกาย

ภาวะที่มีความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าจะทำให้เกิดอาการวิงเวียน หน้ามืด เวลาเปลี่ยนท่าเป็นยืนเร็วเกินไป ซึ่งหมายถึงการที่ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็วขณะเปลี่ยนท่า โดยภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตต่ำหรือโรคบางอย่าง ซึ่งหากคุณมีอาการวิงเวียนระหว่างการออกกำลังกายบ่อย อาจเป็นสัญญาณให้คุณไปปรึกษาแพทย์

ในทางตรงกันข้าม คนส่วนใหญ่ประสบปัญหาหน้ามืดได้บ่อย ๆ วิธีการแก้ก็คือการขยับศีรษะเปลี่ยนท่าจากศีรษะต่ำไปสูงอย่างช้า ๆ หรือหากมีการออกกำลังกายบางท่าที่ทำให้คุณเกิดภาวะนี้ พยายามขยับให้ช้าลงหรือหลีกเลี่ยงการทำท่านั้น ๆ ไป

การควบคุมสายตาให้อยู่ในจุดที่ควรอยู่เพื่อหลีกเลี่ยงอาการป่วยจากการเคลื่อนไหว

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการป่วยจากการเคลื่อนไหว (เช่นเดียวกับการเมารถหรือเมาเรือ) ที่เกิดขึ้นระหว่างการออกกำลังกายคือการที่ปล่อยให้สายตามองไปเรื่อย ๆ ตามการเคลื่อนไหว ในการออกกำลังกายแบบพิลาทีส หรือการออกกำลังกายส่วนใหญ่ จะมีการควบคุมให้ศีรษะอยู่ในระนาบเดียวกันกับแนวกระดูกสันหลัง และสายตาอยู่ในระดับนั้น

หากปล่อยให้สายตามองไปมาจากจุดที่กำหนดไว้ขณะมีการขยับเคลื่อนไหว อาจทำให้เกิดความรู้สึกวิงเวียนได้ หากคุณกำลังฝึกพิลาทีส หรือออกกำลังกายที่มีการย่อตัว (ในกาทำพิลาทีสจะเป็นการยกตัวแทน) การควบคุมสายตาให้อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งแทนการมองไปรอบ ๆ จะช่วยคุณในเรื่องนี้ได้ ซึ่งอาการเวียนศีรษะที่เกิดขึ้นนี้จะคล้ายกับอาการเมารถ… ซึ่งนั่นไม่สนุกเลย

การพยายามที่มากเกินไปจะทำให้รู้สึกไม่ดีได้

เป้าหมายส่วนใหญ่ของการออกกำลังกายคือการมีหน้าท้องที่เรียบเนียน แต่บางคนอาจมีการเกร็งกล้ามเนื้อที่ท้องมากเกินไป โดยเฉพาะในการทำพิลาทีส โดยหลักการของการทำพิลาทีสนั้นคือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณท้อง และออกกำลังกายเพื่อลดไขมันที่อยู่บริเวณหน้าท้อง ดังนั้นการควบคุมสมดุลในการใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งด้านข้าง ส่วนบน และส่วนล่างจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากคุณใช้กล้ามเนื้อบริเวณส่วนบนหรือกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณกระเพาะอาหารมากเกินไปจะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายได้

การหดตัวของกล้ามเนื้อท้องเป็นส่วนสำคัญในการทำพิลาทีส นอกจากนั้นยังต้องมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังร่วมด้วย หากส่วนหลังของร่างกายไม่ได้ยืดเหยียดไปพร้อมกับการหดตัวของกล้ามเนื้อท้อง จะทำให้คุณไม่สามารถหายใจออกได้อย่างเต็มที่ และอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้อีกด้วย

หายใจให้ลึกแต่ไม่ควรบังคับลมหายใจมากเกินไป

ในการว่ายน้ำ ยกน้ำหนัก หรือการออกกำลังกายแบบพิลาทีส ที่มีการกำหนดลมหายใจในขณะที่มีการขยับร่างกาย หากปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้จิตใจสงบและช่วยลดอาการที่เกิดจากการขาดออกซิเจนได้

หลายคนเคยชินกับการหายใจโดยใช้หน้าอกเพียงอย่างเดียว แต่ในการทำพิลาทีสนั้นเป็นการฝึกให้มีการหายใจเข้าและออกอย่างเต็มที่ ทำใหมีการขยายของปอดบริเวณด้านข้างและด้านหลังด้วยเช่นกัน ซึ่งการหายใจแบบนี้จะเรียกว่าการหายใจออกด้านข้าง (lateral breathing)

หากคุณออกกำลังกายโดยที่ร่างกายส่วนหน้ายังก้มไปข้างหน้า การเน้นการหายใจโดยให้ความสำคัญกับการกำหนดลมหายใจไปยังบริเวณด้านข้างและหลัง โดยเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่าง เนื่องจากพิลาทีสเป็นการออกกำลังกายโดยการกำหนดลมหายใจ อาจทำให้มีการหายใจมากเกินไปสำหรับการออกแรงที่คุณทำจริง ซึ่งผู้ฝึกสอนบางคนอาจแนะนำให้หายใจเข้าออกแบบเน้น ๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้คุณรู้สึกวิงเวียนและนำไปสู่ภาวะหายใจเร็วเกินไปได้ ดังนั้นเมื่อคุณรู้สึกว่ามีการหายใจที่มากเกินไป ควรหยุดและหาวิธีการอื่นที่เหมาะสมกับตัวคุณ

หาผู้ฝึกสอน

เนื่องจากปัจจุบันความนิยมของการทำพิลาทีสเพิ่มขึ้น หลายคนพยายามที่จะฝึกด้วยตัวเอง หรือในบางครั้งได้รับข้อมูลมาผิด ๆ ซึ่งความจริงแล้วคุณควรจะเริ่มต้นด้วยการฝึกกับผู้ที่ได้รับการฝึกสอนทางด้านพิลาทีสมาอย่างดีแล้ว และโดยส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนแบบส่วนตัว วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สบายต่าง ๆ ได้อย่างถูกวิธี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:   www.honestdocs.co

#TeamBeyond #BeyondRunning #ทีมแห่งโอกาส #สังคมแห่งการแบ่งปัน

Views (683)

Comments