จักรยานปั่นเล่นจะปั่นยังไงก็ได้แต่ถ้าจะปั่นแข่งผมเชื่อว่านักปั่นเกิน 90% เคยทำไบค์ฟิตติ้ง การวิ่งก็เช่นกัน วิ่งสนุกสนุกวิ่งเพลิดเพลินวิ่งยังไงก็ได้ ไม่มีผิดถูก แต่ถ้าจะวิ่งให้เร็วเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของร่างกายก็ควรมีการฟิตติ้งคล้ายกับจักรยาน ต่างกันเพียงจักรยานเราปรับองศาของจักรยานโดยวิเคราะห์จากองศาของร่างกาย แต่รันฟิตติ้งเราปรับที่องศาของร่างกายเราตรงตรงนี่แหละในประเทศไทยมีผู้ให้บริการที่ได้รับการยอมรับแล้ว นั่นคือโรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิทแผนกกีฬา โดยผู้เชี่ยวชาญ นพ. ภัทรภณ อติเมธิน(หมอแป๊บ) เเพทย์ประจำรันนิ่งคลีนิค คือสุดยอดทั้งเครื่องมือและสุดยอดทั้งผู้เชี่ยวชาญ

หมอแป๊บเคยกล่าวไว้ว่าการเปลี่ยนถ้าวิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย สไตล์ของหมอแป๊บคือว่าถ้าดูแล้วไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บหมอแป๊บก็จะให้คำแนะนำแบบหนึ่ง แต่ถ้าเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหมอแป๊บค่อยให้การแนะนำแบบปรับท่าวิ่ง
หมอเคยพูดถึง 4 ท่าวิ่งที่เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บดังนี้ 1.วิ่งเก้ายาวเกินไป(overstride) 2.วิ่งไข้วขา (crossover) 3.วิ่งตัวเด้งขึ้นเด้งลง(bounding) 4.วิ่งลงหน้าเท้ามากเกินไป (TipToe) ซึ่งอาการเหล่านี้ จะถูกจับได้และตรวจสอบอย่างรวดเร็วโดยซอฟต์แวร์ดังกล่าว ไม่ต้องคาดเดาลองถูกลองผิดให้เสียเวลา
แนวทางการวิเคราะห์ก็คือใช้กล้องวิดีโอความเร็วสูงสองตัวถ่ายภาพมุมข้างและมุมด้านหลังจากนั้นเข้าโปรแกรมวิเคราะห์ ที่มีเครื่องมือวัดตำแหน่งสะโพก,หัวเข่า,ข้อเท้า, อื่นๆ จากนั้นคุณหมอจึงวิเคราะห์และให้คำแนะนำแบบเป็นรายตัว สิ่งที่ทำให้การวิเคราะห์ที่ว่าสมบูรณ์แบบมากขึ้นคือการที่คุณหมอแป๊บเองก็เป็นนักวิ่งตัวยงด้วย ดังนั้นจึงคุยกับนักวิ่งด้วยภาษานักวิ่งได้อย่างเข้าอกเข้าใจ ซึ่งบรรยากาศแบบนี้มักหาไม่ได้ง่ายๆ
นอกจากระบบวิเคราะห์การวิ่งในเเล้ว ในแผนกกีฬาโรงพยาบาลสมิติเวชยังให้บริการด้านอื่นๆสำหรับนักวิ่งด้วยเช่นการตรวจวัด VO2Max ใครที่สนใจสามารถติดต่อที่โรงพยาบาลโดยตรงได้เลย
#TeamBeyond #SmitivejSukhumvit #หมอเเป๊ป #Touch #GoTogether

Views (3100)

Comments