หลังจากได้อ่านบทความนี้คุณจะรู้ว่า แม้แต่ระหว่างวิ่ง เราก็สามารถเรียนรู้ที่จะฝึกจิตให้ไม่ฟุ้งซ่านได้ด้วยตนเอง รู้ว่าเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน เพื่ออะไร

วันก่อน มีโอกาสได้ซ้อมวิ่งกับอุ๊ย(นักกีฬาไอดอลของทีม)

ระหว่างวิ่งอบอุ่นร่างกาย อุ๊ยก็เล่าให้ฟังถึงคำว่า “สัญญา” กับคำว่า “อุเบกขา” (สัญญาในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ข้อตกลงเป็นทางการระหว่าง2ฝ่าย แต่เป็นภาษาบาลี แปลว่า “รู้” ส่วนคำว่า “อุเบกขา” แปลว่า การปล่อยวางใจให้เป็น) ไม่น่าเชื่อว่าบุคลิกสนุกสนานเฮฮาแบบอุ๊ยจะลงลึกกับเรื่องแบบนี้ 555

อุ๊ยเล่าว่า “เวลาผมวิ่งนะพี่โจ ผมก็ฝึกกำหนดรู้
รู้ว่าร่างกายผมกำลังทำอะไรอยู่, เท้า2ข้างของผมรู้สึกยังไงตอนเหยียบพื้นในแต่ละก้าว, แขน2ข้างผมแกว่งยังไง เเบบว่า…รู้ตัวทั่วพร้อม รับรู้ เข้าใจ แล้วก็ปล่อยมันไปๆ ๆ ๆในทุกก้าว”

“พี่รู้มั้ย? เราส่วนใหญ่ตีความคำว่าอุเบกขาเพี้ยนไป บางคนเข้าใจว่าไม่ทำอะไรเลยก็มี อุเบกขา ตามหลักธรรมแล้ว หมายถึง การปล่อยสิ่งที่รู้ให้เป็น คือ รู้แล้วเข้าใจแล้ว แล้วก็ปล่อยๆ ไม่ไปเสียเวลาคิด”

“ผมวิ่งด้วยจังหวะในแต่ละก้าว อยู่และก็รู้กับปัจจุบันคือแต่ละก้าว อยู่กับลมหายใจแต่ละขณะ แล้วผมก็ปล่อยๆๆ ถ้าระหว่างวิ่งเกิดครุ่นคิดหรือฟุ้งซ่านอะไรขึ้นมา ผมก็จะพยายามรู้ทันความคิดที่เกิดขึ้น แล้วก็ปล่อยๆๆ”

อาจเป็นเพราะอุ๊ยกับผม ชอบศึกษาเรื่องกายกับใจ เราก็สนทนาธรรมกันได้ระหว่างซ้อมวิ่งอยู่บ่อยๆ

ระหว่างที่คุยกัน ผมก็นึกถึงพี่นักวิ่งชาวอเมริกันท่านนึงที่ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ประเทศไทยประมาณ38ปี แกเคยวิ่งมาราธอนติดต่อกัน4สัปดาห์ เคยวิ่งพิชิต2สมุทรมาแล้ว (วิ่งจากฝั่งอ่าวไทย จ.สงขลา เพื่อไปยังฝั่งอันดามัน จ.สตูล เมื่อปี 2550) ระยะทาง136กิโลเมตรด้วยเวลาประมาณ22ชั่วโมง นักวิ่งท่านนี้เคยเล่าว่า “การวิ่งคือการเข้าฌานอย่างหนึ่ง ไม่แตกต่างจากการเดินจงกรม”

ตัวผมเองมีข้อสังเกตว่า ร่างกายของเรามักชอบอยู่นิ่งๆ มากกว่าเคลื่อนไหว แต่จิตใจของเรานี่สิ…ซุกซนอยู่ไม่สุขซะมาก

ถ้าเราฝึกให้ร่างกายของเราพยายามเคลื่อนไหว และ ฝึกใจให้อยู่นิ่งบ้างก็คงดี ร่างกายและจิตใจจะได้แข็งแรง จะทำอะไรแม้ไม่หวังผลก็ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดี กับเรื่องวิ่งก็เช่นกัน

ทุกวันนี้ในการซ้อมวิ่งนอกจากฝึกร่างกายแล้ว ผมพยายามฝึกใจของตัวเองให้รู้ความเคลื่อนไหวของร่างกาย และ รู้ความซุกซนของจิตใจ รู้แล้วก็ปล่อย อยู่กับทีละก้าวๆของตัวเอง (หรืออยู่กับปัจจุบัน) เท่าที่สังเกตจากตัวเอง พบว่าทำให้การวิ่งไม่กดดัน วิ่งได้สบายและโล่งขึ้น ในช่วงที่เจ็บหรือล้าก็ยังสามารถอยู่กับอาการเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องอึดอัดฝืนทน (แน่นอนว่า ถ้าเจ็บหรือล้าก็ต้องเยียวยาด้วยนะครับ ไม่ใช่ปล่อยวางมันไป)

สรุปง่ายๆ จะวิ่งให้ดี ลองเจริญสติและอยู่กับปัจจุบัน สันนิษฐานได้ว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์และมีความสุขกับการวิ่ง หลักนี้จะว่าไปก็สามารถประยุกต์กับการใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วย

สำหรับเรื่องนี้ อาจเป็นศรัทธาและความเชื่อส่วนบุคคล แต่เชื่อว่าดีกับเพื่อนๆนักวิ่ง จึงนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ปล:
1. keyword และความหมาย
เจริญ แปลว่า ทำให้แข็งแรง
สติ แปลว่า การรู้ตัวทั่วพร้อม
เจริญสติ จึงหมายถึง การทำให้การรู้(กายและใจ)แข็งแรงขึ้น

2. ผมคาดว่า จะได้เจอและคุยกับพี่นักวิ่งอเมริกันท่านนี้ในงานบุรีรัมย์มาราธอนปีหน้า (2561) คงมีโอกาสนำเรื่องราวของพี่นักวิ่งท่านนี้มานำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

3. อยากรู้จักอุ๊ยเพิ่มเติม เจอตัวเป็นๆได้ทุกวันพุธเย็น ที่สนามเทพหัสดินครับ อุ๊ยจะมานำสมาชิกซ้อมวิ่งไปด้วยกัน หรือ อ่านเรื่องราวของอุ๊ยได้ที่ http://www.teambeyondsport.com/ouy-interview/

โจ #บียอนด์

#TeamBeyond   #GoTogether

Views (241)

Comments

Tags

focus