“เอาเป็นว่า เขียนครับ เขียน“  ทีมบียอนทำโครงการฯ  เขาให้เขียนบทความเพื่อเป็นกำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงใจ ชวนผู้ชาย เอ้ย ผู้คน ผู้หญิง มาออกกำลังกาย  ชื่อเรื่อง #ก้าวข้ามขีดจำกัด ….???…

      สมาชิกที่ส่งบทความส่วนใหญ่เป็น หญิงสาว สาวน้อยบ้าง สาวใหญ่บ้าง  แอบอ่านของคนอื่นไปก่อน  เอ่อ เขาก็เขียนกันดีๆ  เรื่องมันเยอะๆ ดี  เข้าเรื่องเลยละกัน ก้าว..ข้าม…ขีด..จำกัด..  ฉันก็พยายามคิดถึงว่าขีดจำกัดของฉันคือ อะไร ก้าวข้ามมันมาตอนไหน หรือ สะดุดหยุดลงเมื่อใด  เอาจริงๆ นะ จำไม่ได้ว่าตอนนั้นใช้วิธีอะไร  แต่มันมาถึงเวลาที่บีบหัวใจแล้ว ต้องส่ง  สาวๆ เขาส่งกันจะหมดแร้ว
      ย้อนกลับไป ไม่ไกลนะ ย้อนเยอะจะเหมือนเราแก่แดด  อิอิ เกือบจะ 3 ปีที่แล้ว ช่วงเวลาจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร อยากหน้าไม่บาน ก็เริ่ม ลดอาหาร นั่งเล่น นอนเล่นบนเสื่อโยคะ  เอาจักรยานมาปั่น มันไปได้สักพักใหญ่ เบื่อ หาที่ขี่จักรยาน ยกขึ้น-ลงกระบะท้ายอยู่จนเซ็งคนเดียว หยุดทำแบบไม่รู้สึกอะไร  อวบอั๋นขึ้นมาอีกแล้วอ่ะ  กินน้อย แล้วงดของชอบไปเยอะมากเลย อะไรวะ ตรวจสุขภาพ ไขมัน มันส์ขึ้นมาเกินไปแล้ว จาก 170 ปีก่อน มาเป็น 205 ในใจคิดว่า นิดหน่อยเอง  แต่….
    “คุณต้องตื่นเต้นนะ ค่าตัวเลขที่เห็นน่ะ “ หมอชราที่อ่านผลการตรวจสุขภาพ เอ่ยขึ้น  ฉันนี่สวนทันที “สงสัยกินข้าวขาหมูเมื่อวานแน่ๆ เลยหมอ“ .. “นี่คุณ  ข้าวจานนั้นมันไม่มีความเร็วขนาดนั้นหรอก มันสะสมมาจากพฤติกรรมของเรามานานเป็นปีๆ“ หมออธิบาย   “มันก็อย่างนี้ล่ะ เราซื้อของซื้อข้าวกินตามสั่ง ตลอด ควบคุมไม่ได้“ ฉันสนทนาต่อ   “ใครๆ ก็บอกอย่างนี้ เลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้“ หมอใส่มาอีก  “เอ๊า แล้วงัยอ่ะหมอ“ ฉันก่อกวนหมอนิดหน่อย  “เลือกไม่ได้เพราะเราไม่ได้เลือกรึเปล่า ไม่มีใครบังคับให้เราจ่าย ได้ ถ้าไม่จ่าย  เรามีสิทธิที่จะทำอะไรอีกหลายอย่าง แต่เราไม่ทำ เราชอบสบาย ทำให้ร่างกายชิน แล้วเราก็คิดเอาเองว่ากินยาก็หาย มันไวดี … ลองดูครับ ไปคิดเอง..” หมอ กล่าวปิดท้าย ( หมอท่านแก่แล้ว เดาว่าน่าจะอายุราวๆ 65-70 หรืออาจกว่านั้น  แต่หุ่นนี่ดี ไม่มีพุง)
ลาหมอกลับบ้านมาทำตัวปกติเช่นเดิม  เหมือนวันนั้นคิดได้ แต่ก็รอฤกษ์ดีๆ  ยังครับ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เที่ยวต่อเนื่องจริงจัง กินจริงๆ จังๆ  ปลดปล่อยความเครียด  ช่วงเวลาที่เรียนหนังสือ อ่านหนังสือหนักหน่วง รอวันที่จะเข้ารับปริญญา…
       ค่ำคืนวันที่ 13 ตุลาคม 2559  ปีนั้น เราคนไทยทั้งประเทศน่าจะเป็นอย่างฉันเยอะ คือนอนไม่หลับ  เปิดคอมพิวเตอร์ ดู แทนที่จะดูทีวี  ค้นหาเรื่องราวของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปเรื่อยๆ  จนเจอเรื่องหนึ่งของพระองค์ท่าน
       ***นอกจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและคำสอนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว “พระ บาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเหล่าปวงชนชาวไทย พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการเล่นกีฬา ถึงขั้นได้รับการยกย่องในฐานะ “พระมหากษัตริย์นักกีฬา” เลยทีเดียว  เราทุกคนต่างทราบดีว่า ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงโปรดการกีฬาหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น “สกีน้ำแข็ง” “สกีหิมะ” “ว่ายน้ำ” “เรือใบ” “แบดมินตัน” “ยิงปืน” “กอล์ฟเล็ก” “การแข่งขันรถเล็ก” และ “เครื่อง ร่อน” เป็นต้น ด้วยความสนพระทัย และทรงศึกษาและฝึกฝนกีฬาแต่ละประเภทอย่างมุ่งมั่นจนสามารถครองรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันกีฬาเรือใบระดับโลกในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2510
โดยความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอล ส.ส. มหากุศล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 26 กันยายน 2512  ระบุว่า
     “.. การกีฬานั้นจะต้องมีการฝึกซ้อมให้ดี ทั้งในทางวิชาการคือเทคนิค และทั้งในทางกายคือความแข็งแรงสมบูรณ์  ถ้าขาดสองอย่างนี้จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติภาระของตัวให้ได้ชัยชนะ จึงต้องเตรียมตัวเตรียมกายของตนให้ดีเพื่อที่จะได้ไม่ต้องปราชัย…”
อ่านจากเพจต่างๆ จบลง… ป๊อกหลับไป
       บ้าดีไหมล่ะ ตื่นขึ้นเช้ามืดวันรุ่งขึ้น  ตื่นมาใส่ชุดที่พอจะออกไปวิ่ง รองเท้าผ้าใบคู่ที่เคยชิน วิ่งเลย  โอ้ว มันเหมือนใจจะขาด แค่ไม่ถึงร้อยเมตรจากหน้าบ้าน  เอาว่ะ เดินๆ ลองดู  มันไม่มีอะไรดีเลย เพราะไม่รู้ว่าตอนวิ่งเอาเท้าลงอย่างไร เจ็บขัดๆ  ลืมบอกครับ เป็นช่วงเช้ามืด คิดว่าจะได้ไม่มีใครเห็นเราวิ่งท่าทางตลกๆ ตอนเหนื่อยๆ  เออ คิดอย่างนี้ละ  ทำได้ติดต่อกันหลายครั้ง โดยการเดินๆ บ้าง วิ่งเบาๆ บ้าง ค่อยๆ ทำไป ทำตามในหลวง ตามที่อ่านมาว่า
ส่วนในด้านการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพนั้น พระองค์ทรงสนพระทัยในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเช่น “วิ่งเหยาะ” และ “เดินเร็ว” โดยทรงออกกำลังพระวรกายอย่างสม่ำเสมอตามหลักวิชาการ  ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงบันทึกพระชีพจรความดันพระโลหิตทั้งก่อนและหลังทรงออกกำลังพระวรกาย  ทรงปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร โดยทรงมีพระราชดำรัสถึงความจำเป็น ความสำคัญ และหลักของการออกกำลังกายระบุว่า “การออกกำลังกายนั้น ถ้าทำน้อยไป ร่างกายและจิตใจก็จะเฉา  แต่ถ้าทำมากไป ร่างกายและจิตใจก็จะช้ำ การออกกำลังแบบมีระบบทำให้ร่างกายแข็งแรงตลอดเวลา…”
ตอนนี้ก็ยังคงทำอยู่อย่างนั้น อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ กับทีมบียอน โดยมีในหลวงรัชกาลที่ 9  เป็นต้นแบบแนวคิดความตั้งใจอย่างมุ่งมั่น จนมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ  21 Women 21 Inspirations ต่อลมหายใจ สานสายใย สู่ชุมชน เพื่อ รพ.ยุพราช จอมบึง  ซึ่งจะสนับสนุนสมทบทุนให้กับงานวิ่ง Chombueng Crown Prince Hospital Half Mara-thon 2019
      ขีดสุด ขีดจำกัดนั้น ฉันว่าเป็นกรอบที่เราบอกกับตัวเอง จนร่างกายมันจำ  มันเลยจำกัดไม่ให้เราทำต่อ  แต่ถ้าเราบอกมันใหม่ บอกมันซ้ำซาก บ่อยๆ ทำไม่หยุด มันก็จำใหม่  ข้ามมันมาทีละนิด ทีละก้าว จนถึงจุดหมายที่เราตั้งไว้เอง  ไม่มีเวลา ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว  นำตัวเองมาอยู่ใกล้ๆ กับบรรยากาศ กับคนที่ชอบเรื่องเหมือนกัน เราจะหลุดพ้น จากกรอบเดิม มาอยู่ในที่ใหม่ๆ ที่กว้างขึ้น จนกว่าเราจะชนกับกรอบใหญ่  และใช้เวลาอีกครั้งเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นอีกครั้ง และอีกครั้ง  จนกว่าเราจะมีโอกาสให้ตัวเอง  จงให้โอกาสตัวเองได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ สร้างสรรค์ความสุขให้ผู้คนรอบข้างและตัวเอง
เล่าเรื่องโดย ฉัน กตัญญ์ปัฐน์ นพธรรมสร
( คำอ่าน กะ ตัน ปัด นบ ทำ มะ สอน )
       ท้ายนี้ จึงอยากชวนทุกคนเริ่มต้นใหม่กับพวกเรา  มาวิ่งด้วยกัน ให้โอกาสตัวคุณเอง พร้อมกับให้ชีวิตผู้อื่น เปลี่ยนกำลังใจเป็น อุปกรณ์ เครื่องมือ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ร่วมบริจาค ร่วมงาน ร่วมกิจกรรม กับ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จอมบึง ในรายการวิ่งที่ชื่อ
Chombueng Crown Prince Hospital Half Marathon
จัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562  ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จอมบึง
สนใจไปงานด้วยกัน สมัครได้เลยค่ะที่

FB : Chombueng Crown Prince Hospital Half Marathon

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line : CCPH Official

ปล. หากวิ่ง Half Marathon จบในระยะเวลา 2:45 นาที. ใช้ผลการวิ่งสมัครจอมบึงมาราธอนได้เลยค่ะ (กรณี พลาดโอกาส lotto)

#TeamBeyond 

#BeyondRunning 

#GoTogether 

#ทีมแห่งโอกาส 

#สังคมแห่งการแบ่งปัน

#21คน21โลเพื่อโรงพยาบาลยุพราชจอมบึง

#สสส

Views (138)

Comments