คุณออกกำลังกายครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ?

ถ้าใครมาถามคำถามนี้กับชั้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชั้นคงหัวเราะใส่เค้ากับคำถามไร้สาระแบบนี้

ความสุขของชั้นในตอนนั้น คือการอยู่ท่ามกลางผู้คนเยอะๆ มีความสุขกับเสียงเพลง การได้ปาร์ตี้นั่งจิบไวน์กับเพื่อนมากหน้าหลายตาและบทสนทนาเรื่อยเปื่อย คือกิจวัตรประจำของชั้น

การตื่นตีสี่มาวิ่งไม่เคยอยู่ในความคิด .. ไม่ เคย เลย

แต่รู้อะไรมั๊ย ชั้นเพิ่งวิ่งผ่านภูเขา 4 ลูก ผ่านพื้นขรุขระของป่าไผ่ตลอดระยะทาง 32 กิโลเมตร เมื่อเดือนที่แล้ว ในรายการ เขาประทับช้าง เทรล อย่างสนุกสนาน นั่นยังไม่รวมระยะทางที่วิ่งเกินกว่า 2,000 กิโลตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
ชั้นมานั่งคิดถึงว่า ทำไมเราทำได้ ทั้งที่เคยปฏิเสธในใจ
ชั้นที่ไม่เคยคิดว่า “ชีวิตนี้จะมีความสุขกับแค่การเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเท้า ลมหายใจ และการเอาชนะจิตใจของตัวเอง…” แค่นั้นจริงๆ.

ชั้นคนเดิมนี่แหละ ที่ไม่ว่าจะมีใครชวนหรือจะบังคับ ตลอดเวลาในชีวิตของชั้น ก็ไม่เคยจะมีพื้นที่สำหรับการออกกำลังสักที

ไม่มีใครเปลี่ยนเราได้ นอกจากใจของเราเอง

ในวันที่น้ำหนักตัวเกือบ 80 กิโลกรัม ในวันที่มองตัวเองในกระจกแล้วเกิดคำถามว่า เห้ย นี่เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเรา

ในวินาทีนั้น ยอมรับว่า เครียดมาก จุดเปลี่ยนคือในตอนนั้นชั้นเริ่มคิดได้ว่า ถ้าตัวชั้นเองไม่เริ่มที่จะดูแลตัวเอง แล้วถ้าหากวันนึงชั้นเป็นอะไรไป ชั้นคงไม่มีโอกาสที่จะได้ดูแลหม่าม๊า…คนสำคัญที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในชีวิตของชั้น

เพราะฉะนั้น … ชั้นจึงบอกตัวเองว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างกับชีวิตละ แต่มันมืดไปหมด จะเริ่มตรงไหน ไหนจะงาน ไหนจะเพื่อน ไหนจะความสุขจากการได้ปาร์ตี้ จะเอาเวลาตรงไหน มันจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ

การเข้า fitness เป็นคำตอบที่ง่ายที่สุด ..โอ้โห คุณเอ๊ย ครั้งแรกมันเหนื่อย มันเมื่อย มันท้อใจ … ก็ชั้นออกกำลังครั้งสุดท้ายตอนถูกโรงเรียนบังคับให้ออกกำลังกายทุกวันตอนมัธยมหลังเลิกเรียนน่ะ

ชั้นพยายามไป fitness ให้เป็นกิจวัตร เรียกว่าใช้ใจนำร่างกายโดยแท้เลยล่ะ
จนมาวันนึง เทรนเนอร์ผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายก็ลงทะเบียนสมัครงานวิ่งให้โดยไม่ถามชั้นสักคำ เอ๊ะ..นี่มันออกนอก safety zone ล่ะนะ

ตอนนั้นทุกคนเซอร์ไพร์มาก ไม่มีใครนึกภาพเราวิ่ง 10 กิโลได้หรอก รวมถึงตั้วชั้นเองด้วย รายการ วิ่ง นาวิก 10 กิโลเมตร จบ แบบพอใจ เวลาดีตามที่ตั้งใจไว้. ไม่เจ็บตัว. เรียกได้ว่า “ นอกลู่…แต่เข้าทาง.. “ ติดใจเลยล่ะ เมื่อมีโอกาสครั้งแรก ครั้งที่ 2 และ 3 ก็ตามมา และด้วยลูกบ้าที่ชั้นมี หลังจากนั้นชั้นก็วิ่ง 21 กิโลเลย

ต้องขอบคุณ ใจ … ถ้าใจมันสู้ซะอย่าง อะไรก็ทำได้
ชั้นค้นพบแล้วว่า การก้าวข้ามขีดจำกัดของชีวิต มันท้าทาย มันสนุก ที่สำคัญทุกครั้งที่เข้าเส้นชัย ใจมันปลื้มปริ่มอย่างประหลาด
ต้องขอบคุณ ครอบครัว เพื่อน และที่สำคัญที่สุด คือ ทีมบียอนด์ ที่เป็นกำลังใจ สนับสนุน และอยู่ในทุกขั้นตอนของการกู้ชิวิต

กลับคืนมา

นอกจากได้ร่างกาย และสุขภาพกลับมาแล้ว
ชั้นยังพบว่า “ไม่มีเวลา” ไม่ใช่เหตุผล แต่เป็นข้ออ้าง
เราเป็นเจ้าของเวลาทุกนาทีในชีวิตเรา อย่าไปยอมแพ้มัน
ปรับค่ะ เราไม่ต้องเปลี่ยน … เราทุกคนมีเวลาเท่ากัน คิดถึงตัวเองมากขึ้นอีกนิด ปรับเวลานอน เปลี่ยนเวลาตื่น ให้เวลากับตัวเองวันละครึ่งชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ข้อจำกัดที่ว่าด้วยเวลา จะค่อยๆ ลดลง จนถึงจุดที่เรียกว่าลงตัว ทำบ่อยๆจนเป็นกิจวัตรประจำวัน

ถ้าชั้นทำได้ ทุกคนก็ทำได้

      ท้ายนี้ จึงอยากชวนทุกคน เริ่มต้นใหม่กับพวกเรา มาวิ่งด้วยกัน ให้โอกาสตัวคุณเอง พร้อมกับให้ชีวิตผู้อื่น ร่วมบริจาค ร่วมงาน ร่วมกิจกรรม กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จอมบึง ในรายการวิ่งที่ชื่อ
Chombueng Crown Prince Hospital Half Marathon. จัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จอมบึง
FB : Chombueng Crown Prince Hospital Half Marathon
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line : CCPH Official

ปล. หากวิ่ง Half Marathon จบในระยะเวลา 2:45 นาที. ใช้ผลการวิ่งสมัครจอมบึงมาราธอนได้เลยค่ะ (กรณี พลาดโอกาส lotto)

#TeamBeyond 

#BeyondRunning 

#GoTogether 

#ทีมแห่งโอกาส 

#สังคมแห่งการแบ่งปัน

#21คน21โลเพื่อโรงพยาบาลยุพราชจอมบึง

#สสส

Views (378)

Comments