ร่างกายมนุษย์ทุกคนจะมีขีดจำกัดในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสมอ แต่เชื่อไหมว่า แท้จริงแล้วมนุษย์สามารถสร้างแรงบันดาลใจและก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นได้  หลายคนอาจคิดแต่ยังไม่ทำ  แล้วมันจะข้ามไปได้อย่างไร ?

จุดเปลี่ยนในชีวิตเริ่มที่วัยสามสิบปลายๆ (ปัจจุบัน อายุ 40) ช่วงนั้นเรียกว่ามรสุมชีวิตวัยรุ่น (ปลายๆ(hahaha))  สามสิบกว่าปีที่ผ่านไปนั้นชีวิตประจำวันหมดไปกับงาน กิน เที่ยว ยึดติดอะไรต่างๆนานา แต่การออกกำลังกายหรือกีฬานั้นไม่เคยอยู่ในวงจรชีวิตเลย เพราะไม่ชอบ

ด้วยได้ยินมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานพูดกันบ่อยๆ ว่าชวนกันไปสนามใกล้ๆออฟฟิสตอนเย็นเพื่อไปเดิน วิ่ง ซึ่งได้ยินมาหลายครั้ง จนวันนึงของช่วงชีวิตสามสิบปลายๆที่ว่างมากหลังเลิกงานและเริ่มเบื่อๆ กับชีวิตที่ดูจะจำเจได้เอ่ยถามไปว่า ไปไหนกัน ไปด้วยสิเดินวิ่งอะไรกัน และนี่คือจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วังวน วิ่ง

การวิ่งครั้งแรก ก้อวิ่งไปแบบเด็กวิ่งเล่นแหละ ไม่คิดอะไร วิ่งเร็วด้วย แรงเยอะ แต่ไปสักพักเหนื่อย แต่ก้อไม่หยุดนะ ไปต่อไปเรื่อยๆ ได้เหงื่อแล้วรู้สึกดี  พอวิ่งจบวันนั้น (ไม่ได้จำกัดเวลาแค่มันมืดถือว่าจบ) อืมม มันดีนี่นา และทำไมมีคนวิ่งเยอะไปหมดไม่เคยเห็น จากนั้นก้อตามกันมาวิ่งทุกวันหลังเลิกงาน แต่ด้วยอาจจะวิ่งไม่ถูกวิธีทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ เจ็บข้อเท้าจนวิ่งไม่ได้ไปอาทิตย์นึง แปลกที่ช่วงที่หยุดไปเราคิดถึงอยากวิ่ง และอยากทำให้ดีขึ้น

แรงบันดาลใจแรกก้อมาจากพี่ที่ทำงานที่เราตามเขาไปวิ่งนั่นแหละค่ะ เห็นเขาวิ่งได้ 6-7 รอบสนาม แบบต่อเนื่อง เราได้แต่มองและคิดว่าทำได้ไง เมื่อคิดแล้วและอยากทำได้บ้างทำไง ก้อต้องถามไอดอลเรานี่แหละ ซึ่งแน่นอนเราก้อได้รับคำแนะนำและทริคการวิ่ง การหายใจ รวมทั้งกำลังใจผลักดัน (ในวันที่ขี้เกียจ) ให้มาวิ่งทุกๆวันตอนเย็นหลังเลิกงาน โดยตั้งเป้าไว้วันแรกต้องได้รอบสนามบอลแบบไม่หยุด วันที่สองต้องได้สองรอบ  และสามรอบในวันถัดไป ทุกครั้งที่ทำได้ตามเป้าคือภูมิใจมาก เราวันนี้ทำได้ ทำได้ดีกว่าเราคนเมื่อวาน

เมื่อการวิ่งเป็นกิจวัตรไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ก้อถึงวันที่ลองลงงานวิ่งครั้งแรก 10k ความรู้สึกครั้งแรกในการลงสนามวิ่งของเรา วิ่งคนเดียวค่ะ เพราะพี่ๆไประยะอื่น ตื่นเต้นมากกลัวด้วยจะไหวไหม ในหัวคิดตลอดเวลาว่ากลับตัวก็ไม่ได้ คือหันไปข้างหลังก้อเจอฝูงนักวิ่งกรูกันเข้ามา ต้องไปต่อเท่านั้น ไปๆ จะยังไงก็ตามต้องได้เจอเพื่อนที่เส้นชัยเท่านั้น และเราก็ทำสำเร็จ ทันเวลาคัทออฟไหมก้อไม่รู้ สองชั่วโมงกว่า🤣ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับงานวิ่งเรย แต่ดีใจมากแทบจะร้องไห้ คือมันไกลและไม่เคยคิดเรยว่าจะทำได้ 10โลที่วิ่งมานี่ใช่ตัวเราจริงๆหรือ

จากวันนั้น ก้อไม่เคยคิดลาจากการวิ่งอีกเรย พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ ด้วยกำลังใจของคนรอบข้างที่ยินดีกับตัวเราและสนับสนุนและผลักดันให้ไปต่อระยะ21k และที่สุด 42k!  ด้วยคำพูดที่ว่า จบฟูลมาได้ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้ ความรู้สึกในการจบฟูลแรกถ้าจะให้บรรยาย คงอีกยาว อยากให้ลองสัมผัสเอง🤟

สิ่งที่ได้รับตั้งแต่เริ่มวิ่งมาคือชีวิตที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนเราเป็นคนใหม่ จากที่ไม่กล้า ก้อกล้าคิดกล้าตัดสินใจมากขึ้น ไม่ชอบกีฬา ก้อหันมาให้ความสนใจกับเรื่องกีฬา ออกกำลังกายมากขึ้น ผลที่ตามมา สุขภาพดี ร่างกายบุคลิภาพดีขึ้น มีสังคมใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ และการเรียนรู้พัฒนาอย่างไม่รู้จบ และที่สำคัญลืมไปเรยขีดจำกัด ไม่ว่าเรื่องใดๆ ลุยค่ะ! เราทำได้

อยากเชิญเพื่อนๆมาร่วมก้าวข้ามขีดจำกัดไปด้วยกันคะ มันจะเกิดขึ้นได้ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่พรุ่งนี้หรือเมื่อไหร่ การลุกมาวิ่งครั้งนี้มันจะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเพื่อนๆแน่นอน เจอกันค่ะ พวกเราจะรออยู่ที่งานวิ่งเพื่อ “ยุพราข”น้าาาา

เปิดรับสมัครวันที่ 25 มิย. 2562 เวลา 10:00 น. ทางเพจยุพราช

FB: Chombueng Crown Prince Hospital Half Marathon

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line: CCPH Official

หมายเหตุ: หากนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอน แข่งจบในระยะเวลา 2 ชั่วโมง 45 นาทีและมีความประสงค์จะวิ่ง สามารถใช้ผลการวิ่งสมัครจอมบึงมาราธอนในระยะฟูลมาราธอน 42.195 กม. ได้ด้วยนะ กรณีพลาด Lotto 

#TeamBeyond 

#BeyondRunning 

#GoTogether 

#ทีมแห่งโอกาส 

#สังคมแห่งการแบ่งปัน

#21คน21โลเพื่อโรงพยาบาลยุพราชจอมบึง

#สสส

Views (263)

Comments