เทคโนโลยีแบบสวมใส่ (Wearable Devices) เป็นเทรนด์ฟิตเนสอันดับหนึ่งปี 2017 ตามผลสำรวจจากสถาบัน ACSM(American College of Sports Medicine) เทรนด์นี้น่าจะสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักวิ่งในโลกยุค 4G ที่ต้องการตัวชี้วัดที่ ละเอียด ชัดเจน และรวดเร็วแบบเรียลไทม์ 
หนึ่งในตัวชี้วัดที่ถูกนำมาวิเคราะห์มากที่สุดในยุคนี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจ ที่มีหน่วยเป็นครั้งต่อนาที (BPM) หน่วยนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า แต่ละคนออกกำลังกายหนักหน่วงแค่ไหน  สาเหตุที่เราไม่วัดด้วยความเร็ว, ระยะทาง นั้นก็เพราะว่าพื้นฐานร่างกายและทักษะของแต่ละคนไม่เท่ากัน เช่นวิ่งด้วยความเร็วสบายๆของนักกีฬาทีมชาติหนึ่งกิโลเมตร อาจจะหมายถึงแทบตายของคนปรกติ ดังนั้นครูฝึกสอนที่มีประสบการณ์จึงมักออกแบบแผนการซ้อมตามหัวใจ

ปัจจุบันนี้นักวิ่งจะคุ้นเคยกับอุปกรณ์วัดหัวใจอยู่สองแบบ ที่มักเรียกกันติดปากว่าสายคาดอกและสายรัดข้อมือ เป็นที่มาของคำถามที่ว่า “แบบไหนดีกว่ากัน?” ที่จริงความแตกต่างของทั้งสองแบบนี้มีอะไรมากกว่า อก/ข้อมือ เพราะนอกจากต่ำแหน่งของร่างกายที่ต่างกันแล้วเทคโนโลยีที่ใช้ก็ยังคนละแบบด้วย  แบบสายคาดอกส่วนใหญ่จะเป็นแบบอีซีจี ECG ในขณะที่แบบสายรัดข้อมือส่วนใหญ่จะเป็นแบบออฟติคอล Optical ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับทั้งสองแบบนี้กัน

foreunner235-image-000แบบสายคาดอกที่ใช้เทคโนโลยีแบบ ECG (ElectroCardiogram)

ECG ใช้กันมานานและยอมรับกันอย่างกว้างทั้งวงการแพทย์และวงการกีฬา หลักการคือตัววัดสัญญาณแทบดำๆที่สายวัด จะทำหน้าที่วัดความเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิดของแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ที่เกิดจากการเกร็งตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อรอบๆหัวใจ ส่วนก่อนเล็กๆตรงกลางสายวัดมีเพื่อส่งข้อมูลนี้ไปประมวลผลต่อที่นาฬิกาหรืออุปกรณ์อื่นๆ ผ่านสัญญาณวิทยุ อาจเป็นบลูทูธ(Bluetooth) แอนท์พลัส(ANT+) หรืออื่นๆ

garmin-soft-heart-rate-monitor-chest-strap-198745-1

แบบสายรัดข้อมือที่ใช้เทคโนโลยีแบบออพทิคอล (Optical)

ถ้าคนเคยใช้ก็จะสังเกตเห็นแสงสีเขียวๆที่อยู่ใต้นาฬิกา แสงนี้จะฉายผ่านเส้นเลือดที่อยู่ใต้ผิวหนัง และเซ็นเซอร์ก็จะวัดค่าจากแสงที่จะสะท้อนกลับ การไหลเวียนของเลือดจะมีผลต่อการสะท้อนกลับของแสงนี้ พูดง่ายๆคือถ้าเลือดเยอะก็จะดูดซับแสงเยอะและทำให้แสงสะท้อนกลับน้อย และในทางกลับกันถ้าเลือดน้อยก็จะดูดซับแสงน้อย และทำให้แสงสะท้อนกลับมาเยอะ (เหม่… อธิบายให้ง่ายกว่านี้ไม่ได้แล้ว) ทุกครั้งที่หัวใจสูบฉีดเลือดก็จะมีจังหวะการไหลเวียนมากๆน้อยๆแบบนี้สลับกันตลอดเวลา ซึ่งเทคโนโลยีนี้จึงนำมาใช้เป็นประโยชน์
garmin235_560

เรื่องความเที่ยงตรง, เป็นที่ค่อนข้างชัดเจนว่าแบบ ECG เทียงตรงกว่าแบบ Optical แต่เราอาจพูดถึงค่าเบี่ยงเบนแค่ 1-2 BPM และดีเลย์ 1-2 วินาทีเท่านั้น  ถ้าพูดถึงความสะดวก แบบ Optical จะง่ายและสบายกว่า ECG ทั้งในเรื่องการพกพา การทำความสะอาด และการสวมใส่ โดยส่วนตัว ผมมักจะมีประเด็นกับสายรัดหน้าอก  มันใช้ได้ดีเวลาปั่นจักรยานและวิ่งถนน แต่เวลาวิ่งเทรล์ สายรัดมักจะค่อยๆเลื่อนลงๆจนหลุดจากหน้าอกตามแรงกระแทก หรือเวลาเล่นไตรกีฬาพอขึ้นจากน้ำก็ต้องเสียเวลามาคาดอก(เซ็นเซอร์ใช้งานในน้ำไม่ได้)  ผมจึงคิดว่าแบบ Optical อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการนาฬิกาวัดหัวใจแบบอเนกประสงค์ สะดวก ดูแลง่าย และสวมใส่สบาย

ข่าวดี ! การ์มินแจกนาฬิการุ่น Forerunner235 (ตามรูป) 1 เรือน จุดเด่นของรุ่นนี้คือมาพร้อมกับที่วัดหัวใจแบบรัดข้อมือ (Optical) กติกาการหาผู้โชคดีนั้นแสนง่าย กดไลค์ กดแชร์ โพสนี้ แล้วตอบในคอมเมนต์ว่า ตัวการ์ตูนอาวาตาร์ทั้งสองตัว คือนักกีฬาคนไหนชื่ออะไรของทีมบียอนด์ เราจะสุ่มจับผู้โชคดี 1 คนในวันที่ 24 ธันวาคม 2016 นี้

#Touch #TeamBeyond #GarminThailand

Views (2749)

Comments