ไม่ได้สะกดผิดครับ ผมเขียนว่า ฟันรัน 42กิโลเมตร เฉลยอยู่ท้ายเรื่องครับ

ผู้อ่านหลายท่านคงพอจำกันได้ว่าผมเพิ่งวิ่งมาราธอนแรกในชีิวิตไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27สค.ที่ผ่านมา จะด้วยอะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมมีโอกาสไปวิ่งมาราธอนที่2ในชีวิตเมื่อวานนี้ (อาทิตย์ที่ 10กย.)

และในการตัดสินใจวิ่ง2มาราธอนภายใน14วัน ผมก็พิจารณาความพร้อมของร่างกายและคิดว่า “ถ้าเราวิ่งแบบฟันรัน ถือเป็นการซ้อมLSD วิ่งสนุกไปเรื่อยๆ ก็น่าจะเอาอยู่แหล่ะ”

ก่อนหน้าเมื่อวานนี้ ผมก็ซ้อมintervalกับทีมบียอนด์ไป2ครั้ง แล้วก็ไปทำหน้าที่หัวลาก10Kให้น้องหนึ่งมาด้วย รู้สึกว่ากล้ามเนื้อมันล้านะ แต่ใจอ่ะอยากสนุก เพื่อนๆ ที่รู้เค้าก็เตือนว่ามันหนักไปหรือเปล่า

 

คืนก่อนวันแข่งขัน ผมพยายามรีบกินข้าวเย็นตั้งแต่5โมงเย็น พยายามรีบนอนตอน3ทุ่ม เพราะรู้ว่าต้องตื่นและออกจากที่พักไม่เกินตีสองครึ่ง! บอกตรงๆ ว่าง่วงมากๆ ถึงสถานที่จัดงานก็ยืดเส้นยืดสาย จ็อคไปตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือรู้สึกหายใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่

 

แตรปล่อยตัวดังขึ้น ณ เวลาตีสามครึ่ง ผมวิ่งโดยยังคงถือคติฟันรัน วิ่งให้สนุกให้สบายๆ ด้วยeasy pace 6++ นาที/กม. ระหว่างทางก็วิ่งเลียบทะเลด้วย แต่เพราะมันมืดจึงไม่รู้ว่านี่เราวิ่งเลียบทะเลอยู่

 

ประมาณกิโลที่10 ผมรู้สึกว่าขาก้าวไม่ค่อยออก แรงตก มันเหนื่อยมาก ใจแว๊บคิดเรื่องDNF เสื้อfinisherกับเหรียญไม่เอาแล้วก็ได้! มองหารถพยาบาล แบบว่าอยากให้เค้าไปส่งที่จุดปล่อยตัว แบบว่าอยากพักแล้วอ่ะ แต่มองไปทางไหนก็ไม่เจอรถพยาบาล แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า เส้นทางวิ่งมันจะผ่านหน้าเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ มีตากล้องไปรอถ่ายภาพที่นั่นอยู่ ก็เลยพยายามมีสติกับแต่ละก้าว วิ่งประคองไปเรื่อยๆ บางช่วงที่ขึ้นเนินก็พยายามยกเข่าสูง-ซอยก้าวถี่ บิดฝาซดเจลเข้าคอเพื่อเพิ่มพลังงาน

 

แล้ว ณ กม.18 ก็ถึงเรือหลวงจักรีฯ

“ได้ถ่ายรูปสมใจแล้วนี่ DNFดีมั้ย?”

“ไม่ … เราต้องถึงเส้นชัย เราต้องมีสติกับแต่ละก้าว”

ความคิดตีกันในหัว

 

พอเลี้ยวซ้ายขึ้นเขาที่กิโล20 ผมเดินแล้วล่ะครับ เจ็บใต้ตาตุ่มทั้ง2ข้าง ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อตรงก้นมาก เดินยาวไปจนถึงหมู่บ้านแสมสาร พี่ๆอาสาสมัคร ทหาร ตำรวจที่มาอำนวยการจราจรได้สวัสดี ทักทายและให้กำลังใจพวกเราชาววิ่ง

 

นึกขึ้นได้ น้องฝ้าย (สมาชิกอีกคนนึงของทีม) เคยแนะนำว่า ลองยืดเหยียดตรงที่มันตึงๆระหว่างวิ่ง มันอาจช่วยได้ ผมก็ลองครับ ก็พอช่วยประคองสถานะการณ์ไม่ให้แย่ลง

 

บางช่วงผมพยายามวิ่งนะ แต่รู้สึกว่าขาหนักมาก ยิ่งถ้าวิ่งช้าจะยิ่งยกไม่ขึ้น เลยพยายามฝืนวิ่งเร็วขึ้นสลับเดิน ก็ดีนะ…ยกขาง่ายขึ้น(นิดนึง)

 

“เฮ้ย! ทำไมมันชันงี้วะเนี่ย?” ผมอุทานในใจหลังเลี้ยวซ้ายจากถนนในหมู่บ้าน ระหว่างนั้นนักวิ่งก็เดินกันเป็นทิวแถว จะด้วยความเมื่อยล้าหรือเพราะประหยัดพลังงานก็ไม่่รู้แหล่ะ มีพี่อาสาสมัครผู้หญิงบอกว่าพ้นเนินโค้งข้างหน้ามีตากล้อง อ้าว! วิ่งต่อสิ รอไร! พอผ่านตากล้องมาได้ ต้นขาขวาเริ่มส่งสัญญาน…ตะคริว “เอาแล้วเมริง…ประคองดีๆ มีสติให้มากๆนะ” ผมพูดกับตัวผมเองอย่างนั้น

 

วิ่งๆ เดินๆ สลับระหว่างpace6กับpace10นี่แหล่ะครับ แดดก็เริ่มจ้ามากขึ้น อากาศก็อบอ้าวมากขึ้น เสื้อกางเกงรองเท้าชุ่มไปด้วยน้ำเหงื่อ แต่ก็พยายามคงและมีสติกับแต่ละก้าวต่อไป ระหว่างนั้นมีน้องหมาเพศเมียตัวนึง วิ่งตามมาด้วย น้องหมาวิ่งประกบผมมาหลายกิโลมาก น้องหมาไม่ได้แวะดื่มน้ำที่จุดให้น้ำเหมือนคน แต่น้องหมาก็ยังคงวิ่งๆๆจากบนเขา มาส่งผมที่กิโล34 งานนี้เราได้กำลังใจจากน้องหมานะเนีย ขอบคุณมากนะเจ้าดำขาวที่มาช่วยเป็นหัวลาก 😊

 

ระหว่างที่เจ้าขาวดำลากผม มันวิ่งข้ามถิ่นพราะสังเกตว่ามีหมาฝูงอื่นเห่ากันยกโขยง โชคดีมีชาวบ้านมาปรามฝูงหมา ให้เจ้าขาวดำยังคงทำหน้าที่หัวลากพาผมลงเขา เจ้าเป็นเจ้าบ้านที่ดีของถิ่นแสมสารจริงๆ

 

จากกิโล34 ก็ยังคงต้องวิ่งบ้างเดินบ้าง ดูเวลาแล้วอย่างเร็วคงเข้าถึงเส้นชัยใน5ชั่วโมง แดดก็ร้อนเปรี้ยง นักวิ่งก็เดินบ้างวิ่งบ้างสลับกันไป เจอจุดให้น้ำ มีสเปรย์พ่นแก้ปวดก็ฉีดกันไป ฉีดกันทุกจุดเลยคราวนี้ น้ำก็ดื่มมันเข้าไป กันตะคริวกินสุดชีวิต

 

กิโลที่40 มีนักวิ่งที่คงเข้าเส้นชัยไปแล้วมาตามหาเพื่อนในเส้นทาง ตะโกนให้กำลังใจมาว่า “อีก2โลครับ อีก2โล สู้ๆ” น้องนักวิ่งผู้หญิงท่านนึงก็พูดออกมาว่า “เฮ้ย…2กม.ไมมันไกลยังงี้” ผมก็ได้แต่หันไปยิ้มรับคำพูดของน้องเค้า แล้วก็พยายามควาญหาพลังก๊อกสุดท้ายใส่ไปที่ขา2ข้างของตัวเอง วิ่งครับวิ่ง

 

ใกล้เส้นชัยเข้าไปทุกที ประมาณ500เมตรสุดท้ายเจอตากล้องดักถ่ายรูปมากขึ้นๆ เอาวะ…ใส่pace5ไปเลยละกัน ขอลืมเจ็บลืมเมื่อยไปก่อน จบที่เวลา 5ชั่วโมง19นาที (gun time) เข้าเป็นอันดับที่186จากนักวิ่งมาราธอน500คน เข้าเป็นอันดับที่156จากนักวิ่งชายทั้งหมด388คน และเข้าเป็นอันดับที่86จาก216คนในรุ่นอายุ36-49ปี(ชาย)

 

วิ่งเสร็จ…ขับรถกลับมาที่พัก ผมก้าวขาออกจากรถเกือบไม่ได้ กลับมารีบทานข้าว รีบอาบน้ำ รีบงีบซักชั่วโมง แล้วขับรถกลับกรุงเทพฯแบบเพลียๆ

 

อะไรคือบทเรียนสำหรับการวิ่งครั้งนี้?

  1. 42กิโล เป็นระยะทางที่ีมีเสน่ห์นะ ถ้าไม่ได้ลงแข่งขันเอาถ้วยก็ไม่น่ากลัวหรอกครับ แต่ใจอย่างเดียวไม่พอ..กายต้องพร้อมด้วย
  2. แต่ถ้าร่างแค่พอไหวแต่ใจอยากวิ่งจริงๆละก็ ขอให้ใจเป็นใหญ่นะ ให้ใจคิดบวก อยู่กับแต่ละก้าว สนุกไปกับมัน เพราะมันสอนให้เรา “ไม่ยอมแพ้”
  3. เข็ดแล้วกับการวิ่งมาราธอนห่างกันใน14วัน แม้จะไปด้วยrunning economyก็ตาม
  4. มีประสบการณ์2มาราธอน จะได้เอาไปวางแผนการซ้อมต่อไปให้ดีขึ้น (เช่น เหนื่อยๆร้อนๆ อย่าเผลอราดน้ำที่ตัวจนน้ำเข้าไปในรองเท้า) จะได้วิ่งมาราธอนครั้งที่3ที่โอซาก้า และครั้งที่4ที่จอมบึงให้ดีขึ้น

 

มีเพื่อนรุ่นน้องคนนึงเม้นท์ในfbว่า “42โล…พี่เรียกฟันรัน! แล้วระยะไหนพี่ถึงเรียกว่าจริงจังครับเนี่ย… สำหรับผม 42โลคือสุดทางที่จะเอื้อมถึงแล้วครับ 555” ผมตอบน้องเค้าไปว่า “ระยะของแต่ละก้าวนี่แหล่ะครับที่จริงจัง แค่นั้นจริงๆ”

 

ก็ถ้ามีแต่ละก้าว ระยะไหนๆ ก็เป็นฟันรันของคนๆนั้นอยู่แล้วครับ ผมเชื่ออย่างนั้น 😀

 

Credit photo: https://www.facebook.com/ActionCapture/

โจ #บียอนด์

#TeamBeyond   #GoTogether

Views (1172)

Comments

Tags

fun run · marathon