หลายคนเมื่อออกกำลังกายไปได้สักพักหรือออกกำลังกายเสร็จแล้วอาจเกิดอาการหน้ามืด ใจสั่น หรือรู้สึกจะเป็นลม บางคนก็ทราบว่าเป็นเพราะไม่ได้ทานอะไรเลยก่อนไปออกกำลังกาย แต่ทราบหรือไม่คะว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และก่อนออกกำลังกายเราควรทานอะไรก่อนหรือไม่ ควรทานก่อนเริ่มออกกำลังกายนานเท่าไรจึงจะหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าวได้
วันนี้เรามีความรู้ดีๆมาบอกกล่าวให้ได้ทราบกันค่ะ 🙂

ในขณะที่เราออกกำลังกายนั้น ร่างกายจะนำไกลโคเจนซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่เก็บสะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อออกมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน โดยไกลโคเจนจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเพื่อให้เซลล์ใช้เผาผลาญเป็นพลังงานต่อไป
ตับ เป็นอวัยวะหลักที่ใช้เก็บสะสมไกลโคเจนสำรองไว้ให้อวัยวะต่างๆโดยเฉพาะกล้ามเนื้อ ขณะที่ไกลโคเจนที่สะสมไว้ในกล้ามเนื้อนั้นไม่สามารถนำไปใช้ที่อื่นได้เนื่องจากขาดเอนไซม์บางชนิด
เมื่อไกลโคเจนในกล้ามเนื้อลดต่ำหรือหมดลงจากการทำกิจกรรมต่างๆ ตับจะลำเลียงไกลโคเจนผ่านกระแสเลือดส่งไปยังกล้ามเนื้อ ซึ่งสมองก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่ต้องอาศัยไกลโคเจนจากตับเป็นแหล่งพลังงานเช่นกันเนื่องจากสมองไม่สามารถใช้ไขมันหรือโปรตีนเป็นแหล่งพลังงานโดยตรงได้
หากคุณไม่รับประทานอะไรเลยแล้วไปออกกำลังกาย ไกลโคเจนที่มีอยู่ก็จะถูกใช้ไปจนหมด ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะตามมาได้เนื่องจากสมองขาดน้ำตาลกลูโคส และเมื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพบว่ามีระดับที่ลดต่ำลงกว่าปกติโดยเรียกภาวะนี้ว่า hypoglycemia แต่ถ้าหากได้รับน้ำตาลเพิ่มจากการรับประทานอาหารอาการต่างๆก็จะหายไปและกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ดังนั้นก่อนออกกำลังกายทุกครั้งคุณจึงควรรับประทานอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสะสมเพียงพอ ควรเลือกเป็นอาหารที่ย่อยง่ายเช่นกล้วยหอมหรือขนมปัง เป็นต้น เนื่องจากสามารถย่อยและดูดซึมไปใช้ได้ทันที และควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับปริมาณเหงื่อที่คาดว่าจะเสียไปกับการออกกำลังกายในครั้งนั้นด้วย
แต่ถ้าหากรับประทานอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปก่อนออกกำลังกาย ก็อาจส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากร่างกายจะเลือกดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไปไปใช้ก่อน นอกจากนี้การรับประทานอาหารแล้วไปออกกำลังกายทันทีนั้นไม่เป็นผลดีเพราะอาจทำให้เกิดอาการจุกแน่นท้องและเป็นอันตรายได้ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก:   www.bloggang.com

Views (915)

Comments